ขอบคุณภาพจาก http://www.blogpun.com/archives/762

          จากการเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโรคที่พบอยู่ประปรายเป็นเวลานานแล้ว และเป็นโรคที่พบได้ในประเทศต่าง ๆ แต่ไม่มีอาการรุนแรง สำหรับผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอ็นเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71) ซึ่งในประเทศไทยเคยพบจำนวนเล็กน้อยในหลายปีก่อน และมีอาการไม่รุนแรง ไม่พบว่ามีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตแต่อย่างใด 

          นายแพทย์สุรพร  ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า  โรคมือ เท้า และปาก ( Hand-foot-mouth disease ) จัดได้ว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ และมักเกิดการระบาดในหมู่หรือกลุ่มของเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน หรือที่เรียกว่า daycare การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่าย กรณีที่ไม่รักษาอนามัยที่สะอาด เช่น ไม่ล้างมือหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กเล็ก เป็นต้น หรือติดต่อทางน้ำลายได้ โดยไวรัสสามารถติดต่อจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้เช่นกัน จากสถิติการป่วยด้วยโรคดังกล่าว พบว่า อุบลราชธานี มีผู้ป่วยโรคมือ เท้า และปาก ( Hand-foot-mouth disease ) ทั้งสิ้น จำนวน 58 คน พบมากที่สุดที่อำเภอเขื่องใน จำนวน 18 ราย  อำเภอบุณฑริก จำนวน  8 ราย และอำเภอสิรินธร จำนวน 6 ราย ตามลำดับ ( ข้อมูลจากรายงานระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31สิงหาคม 2554 ) ทั้งนี้ภายหลังได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุ เป็นเวลา 4-6 วัน ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้ มักเป็นไข้ต่ำๆ เช่น อุณหภูมิ 99-102 องศาฟาเรนไฮน์ (หรือ 37.2-38.9 องศาเซลเซียส) อาการอื่น ๆ ได้แก่ อ่อนแรงเมื่อยล้า  ไม่มีแรง ไม่อยากทานอาหารและเจ็บที่บริเวณปาก ซึ่งอาจมีผลต่อการป้อนอาหารให้เด็ก ภายหลังจากเด็กได้รับเชื้อไวรัสราว 1-2 วัน จะปรากฎตุ่มน้ำใสขึ้นภายในปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ตุ่มน้ำใสเหล่านี้มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-7 มิลลิเมตร ในที่สุดจะเกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในบางรายเกิดขึ้นที่บริเวณก้นด้วย ตุ่มน้ำใสในปากดังกล่าวทำให้เกิดอาการหลายประการ เช่น เจ็บ และทำให้เด็กไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากเจ็บ ในระยะนี้ใช้เวลานานประมาณเฉลี่ยหนึ่งสัปดาห์ ต่อมาเมื่อเกิดเป็นตุ่มน้ำใส เป็นระยะที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด พบว่าเชื้อไวรัสอยู่ในตุ่มน้ำใสเป็นจำนวนมาก จึงแนะนำให้ระมัดระวังการสัมผัสตุ่มน้ำใส เนื่องจากเกิดการติดเชื้อได้ง่ายมาก

          นายแพทย์สุรพร กล่าวต่อไปว่า  แนวทางการป้องกันโรคมือ เท้า และปาก ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือการหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดการระบาด สำหรับการป้องกันโรคนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือเรื่องของสุขอนามัยของประชาชน กล่าวคือให้ประชาชนมุ่งเน้นที่ความสะอาดของร่างกาย ล้างมือให้สะอาดภายหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งและก่อนรับประทานอาหาร  ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก ล้วนเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคทั้งสิ้น  สำหรับในสถานที่ดูแลเด็ก อาทิเช่น สถานเลี้ยงเด็กอ่อน เด็กเล็ก ควรเน้นวิธีกำจัดอุจจาระให้ถูกต้อง ที่ต้องเน้นอีกเรื่องหนึ่งคือการล้างมือให้สะอาด เนื่องจากไวรัสพวกนี้แพร่กระจาย โดยการสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วยเป็นสำคัญประการหนึ่งและประการสุดท้าย เมื่อเด็กมีตุ่มใสขึ้นที่ปาก มือ หรือ เท้า ขอให้นึกถึงโรคนี้ และต้องพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและแยกเด็กป่วยไม่ให้คลุกคลี   กับเด็กอื่นประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อด้วยเช่นกันทั้งนี้ โรคมือ เท้า และปาก ในเด็กจะมีลักษณะเป็นตุ่มใสตามมือ เท้า ปาก มีไข้ การติดเชื้อร้อยละ 99 จะมาจากอุจจาระของเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 10 ขวบ จะติดเชื้อได้ทางเดียวคือทางอุจจาระ ข้อควรระวังคือ เรื่องของสุขวิทยาส่วนบุคคลคือ รับประทานอาหาร และน้ำที่สะอาด ไม่ลงเล่นน้ำ ในสระน้ำสาธารณะ หลีกเลี่ยงการเล่น ในสนามเด็กเล่นสาธารณะ และป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระเข้าปาก ฉะนั้นถ้าพ่อแม่ สงสัยว่าลูกจะเป็นโรคนี้ ให้สังเกตอาการดังกล่าว ถ้าสงสัยว่าจะมีโรค แทรกซ้อน เช่น เด็กมีอาการอ่อนเพลียมาก ซึม ปวดศีรษะ ปัสสาวะน้อย  ผิวหนังแห้ง เพลีย หมดแรง ให้รับพาไปพบแพทย์โดยด่วน  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี : 045-261864-700 ต่อ 3110,3111 ในวันและเวลาราชการ

29 สิงหาคม 2554
รสสุคนธ์ มณฑา/ข่าว
ปุศยาการย์ ธนะพงศ์ชัยภัทร/ดูแลระบบ

Comment

Comment:

Tweet