DSC_0464DSC_0478
DSC_0474DSC_0469

          ในปัจจุบันสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศนำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินแตกต่างกันตามความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการเตรียมการรองรับทั้งระยะก่อนเกิดอุทกภัย ระยะเกิดอุทกภัย และระยะฟื้นฟู นอกจากนี้แม้อุทกภัยจะเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ   แต่ในบางกรณีก็สามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เป็นเวลานานพอที่จะหลีกเลี่ยงหรือควบคุมป้องกันอันตรายได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

          นายแพทย์สุรพร  ลอยหา  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี  กล่าวว่า จังหวัดอุบลราชธานี    ได้แจ้งให้สถานบริการสาธารณสุขในทุกอำเภอเตรียมการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ตามขั้นตอนดังนี้ คือ การประเมินสุขภาพแบบรวดเร็ว โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล  เพื่อให้ทราบว่าโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ การกระจายของประชากร ความหนาแน่นของประชากรกลุ่มเสี่ยงและทรัพยากรที่มีในพื้นที่  ซึ่งในปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์การระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเกิดอุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานี  อาทิ โรคตาแดง มีรายงานจำนวนผู้ป่วย 3,608 คน คิดเป็นอัตราป่วย 200.03 ต่อแสนประชากร โรคอาหารเป็นพิษ จำนวน 5,191 คน คิดเป็นอัตราป่วย 287.79 ต่อแสนประชากร  โรคเลปโตสไปโรซิส จำนวน 34 คน คิดเป็นอัตราป่วย 1.88 ต่อแสนประชากร โรคปอดบวม จำนวน 5,308 คน คิดเป็นอัตราป่วย 294.28 ต่อแสนประชากร โรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 802 คน คิดเป็นอัตราป่วย 44.46 ต่อแสนประชากรและไข้ไม่ทราบสาเหตุ จำนวน 6,842 คน คิดเป็นอัตราป่วย 379.32 ต่อแสนประชากร  ( ข้อมูลรายงานระบาดวิทยาจำแนกตามกลุ่มโรค สนง.สสจ.อบ. :  1 มกราคม – 21 กันยายน 2554 ) การป้องกันโรคติดต่อ ได้แก่ การควบคุมแมลงพาหะนำโรค การจัดให้มีหน่วยบริการสุขภาพอย่างเพียงพอ จัดให้มีหน่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐาน การรณรงค์ให้วัคซีนบางโรค เพื่อให้มีความครอบคลุมของวัคซีนสูง ลดโอกาสเกิดการระบาดในพื้นที่  การจัดตั้งระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย เมื่อมีรายงานโรคที่มีโอกาสเกิดการระบาดโดยทันที รวมทั้งการติดตามกำกับดูแนวโน้มของโรค การควบคุมการระบาด โดยการเตรียมการ เช่น เตรียมทีม วัสดุอุปกรณ์ การสนับสนุนทางห้องปฏิบัติการ มาตรฐานแนวทางการรักษามีการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าระวัง รวมทั้งยืนยันการเกิดโรคจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เมื่อเกิดโรคระบาด จัดทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วเพื่อสอบสวนและดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค

          นายแพทย์สุรพร กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการป้องกันภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะก่อนเกิดอุทกภัย ระยะเกิดอุทกภัยและระยะฟื้นฟูสภาพ  จึงขอแนะนำให้ประชาชนได้รู้จักโรคและภัยที่อาจเกิดขึ้นในภาวะน้ำท่วมรวมทั้งวิธีป้องกัน ดังนี้

               1. โรคติดต่อทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง บิด ทัยฟอยด์ อาหารเป็นพิษและตับอับเสบจากไวรัสเอ กลุ่มโรคเหล่านี้ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป  ซึ่งน้ำท่วมเป็นน้ำที่อาจมีเชื้อโรคปนอยู่ จึงควรระวังอย่าให้เข้าปากและไม่ควรนำมาล้าง ภาชนะ ถ้วยชาม หรือผักผลไม้ ควรดื่มน้ำต้ม น้ำฝน หรือน้ำที่ใส่คลอรีนแล้ว รับประทานอาหารสุก ใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ถ่ายอุจจาระในส้วมหรือในหลุมแล้วกลบ ไม่ถ่ายลงในน้ำ ขยะหรือของ เสียที่เปียกแฉะควรใส่ถุงพลาสติกผูกให้แน่น แล้วทิ้งในถังรองรับ ล้างมือให้สะอาดหลังการถ่ายอุจจาระและก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง หากมีอาการอุจจาระร่วงควรดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (โออาร์เอส ) จนอาการเป็นปกติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น มีไข้ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ควรปรึกษาแพทย์

               2. โรคผิวหนัง ที่สำคัญ คือ โรคน้ำกัดเท้าหรือเท้าเปื่อย ในระยะแรกผิวหนังอักเสบจากความเปียกชื้นและการ ระคายเคืองจากความสกปรก ต่อมาเมื่อผิวลอกเปื่อยนานๆ มักจะมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เชื้อ นี้เจริญงอกงามได้ดีบริเวณซอกผิวหนังที่อับชื้น อาการจะเริ่มด้วยตุ่มใสบริเวณง่ามเท้า มีอาการคันมากจนแตกเป็นแผล ซึ่งจะทำให้มีอาการอักเสบจากการติดเชื้อแทรกซ้อน สำหรับการป้องกัน หลังจากย่ำน้ำแล้วควรล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตามง่ามเท้า อาจโรยด้วยแป้งฝุ่น ถ้าเป็นไปได้ควรสวมรองเท้ายางหุ้มข้อเมื่อจะย่ำน้ำ หากมีอาการเท้าเปื่อยควรทาด้วยขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

              3. ภัยจากสัตว์มีพิษกัดต่อย งู และสัตว์มีพิษต่าง ๆ เช่น แมลงป่อง ตะขาบ อาจหนีน้ำขึ้นมาบนบ้านโดยเฉพาะบริเวณที่มืด การป้องกัน หากย้ายสิ่งของหรือเดินในที่มืดหรือเวลากลางคืนต้องมีแสงสว่างพอและระวังเป็นพิเศษ ถ้าถูกสัตว์เหล่านี้กัดหรือต่อยควรรัดเหนือบริเวณแผลด้วยผ้าหรือสายยางให้แน่นแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที คลายผ้าหรือสายยางที่รัดออกเป็นระยะๆ ทุก 10 นาที เพื่อให้เลือดไหลเวียนบ้าง

              4. ภัยจากอุบัติเหตุ ที่พบบ่อยคือ ถูกวัตถุหรือของมีคมตำหรือบาด ได้แก่ หนาม ตะปู เศษแก้วหรือกระเบื้อง ทำให้มีบาดแผลและอาจติดเชื้อแทรกซ้อนได้ และอุบัติเหตุจากการถูกไฟฟ้าดูด เมื่อร่างกายเปียกน้ำหรืออยู่ในที่ชื้นแฉะ กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายได้ หากน้ำท่วมถึงสวิตซ์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ทำให้ได้รับอันตรายถูกไฟฟ้าดูดถึงเสียชีวิตได้ การป้องกัน ขณะเดินในน้ำต้องระวังตัวอยู่เสมอ ถ้าเป็นไปได้ควรสวมรองเท้ายาง หุ้มข้อ หากมีบาดแผลควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดเพื่อสิ่งสกปรกหรือวัตถุแปลกปลอมภาย ในบาดแผลออกให้มากที่สุด แล้วใส่แผลด้วยยาฆ่าเชื้อ และทำการตัดกระแสไฟฟ้าที่แผงสวิตซ์รวมก่อน และดำเนินการย้ายสวิตซ์ ปลั๊ก และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นจากระดับน้ำ ห้ามต่อสายไฟและจับต้องปลั๊กไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าขณะที่อยู่ในน้ำ หรือขณะที่ตัวเปียก

              5. เลปโตสไปโรซิส (โรคฉี่หนู) เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของตับและไต ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อน่องมาก ตาแดง ต่อมามีอาการตัวเหลือง และอาจบวมบริเวณหลังเท้าและหนังตา ติดต่อโดยเชื้อโรคที่ผ่านมากับปัสสาวะหนูที่อยู่ในน้ำแล้วไซเข้าสู่ผิวหนัง การป้องกัน เมื่อจะต้องย่ำน้ำควรสวมรองเท้ายางหุ้มข้อ กำจัดหนูที่เป็นพาหะนำโรค ถ้ามีอาการของโรคนี้ควรรีบไปพบแพทย์

              6. โรคติดต่อทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วยเข้าไป หรือใช้สิ่งของภาชนะร่วมกับผู้ป่วย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย ตรากตรำ และอยู่รวมกันอย่างแออัด จะมีโอกาสติดเชื้อและป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย ผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย อาจมีอาการไอร่วมด้วย การป้องกัน ควรรักษาร่างกายให้แข็งแรงและอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่สวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปียกชื้นนานเกินไป

            7. โรคตาแดง เกิดจากน้ำที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่เข้าตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการตาแดง ปวดแสบตา น้ำตาไหลมาก การป้องกัน เมื่อน้ำสกปรกเข้าตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด เนื่องจากเชื้อโรคจะอยู่ในน้ำตา ขี้ตา และน้ำมูกของผู้ป่วย จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อร่วมกับผู้ป่วย เช่นผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์

            หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ 045-262692-700 ในวัน/เวลาราชการ และหมายเลข 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

รสสุคนธ์  มณฑา ข่าว
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี

          สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินกิจกรรมตามโครงการเยี่ยมบ้านด้วยจักยานพอเพียง เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการประหยัดพลังงาน และมุ่งเน้นการสร้างสุขภาพของเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครสาธารณสุข ในการเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ
          นายแพทย์สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จากสถานการณ์ แนวโน้มการเกิดปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น โรคเรื้อรัง (ยาเสพติด ความดัน โลหิตสูง) โรคอุบัติใหม่ (โรคซาร์ ไข้หวัดนก) โรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม (เอดส์ อุบัติเหตุจราจร) โรคที่เกิดจากปัญหาสังคม (ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว) ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มมากขึ้นและการแก้ปัญหาสุขภาพ โดยใช้มุมมองทางชีวการแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูงหรือผู้เชียวชาญเฉพาะทาง ไม่เพียงพอและไม่สามารถจัดการปัญหาสำเร็จ จำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรม บุคคล ครอบครัว ชุมชน ความเชื่อมโยงองค์กรที่อยู่ในชุมชน หน่วยงานระดับปฐมภูมิที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน มีความเข้าใจวิถีชีวิตและพฤติกรรมของประชาชนได้มากกว่า จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพให้เกิดการดูแลประชาชนแบบองค์รวมครอบคลุมมิติต่าง ๆ ด้วยหัวใจและใส่ใจในการเป็นมนุษย์ ที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของปัจเจกชนและของชุมชนได้
          ดังนั้น จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้ดำเนินงานตามนโยบายใกล้บ้านใกล้ใจ โดยการให้บุคลากรด้านสาธารณสุขปฏิบัติงานตามแนวนโยบาย “เจ้าหน้าที่เป็นหมอ อสม.เป็นพยาบาล บ้านเป็นเตียงผู้ป่วย” จะสำเร็จได้นั้นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาร่วมมือกันในการดูแลผู้ป่วยในหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งการเยี่ยมบ้านของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่ไม่สามารถมาสถานบริการสาธารณสุขได้ ทั้งการเยี่ยมบ้านด้วยรถจักรยานสองล้อ จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ประหยัดงบประมาณ รวมทั้งส่งเสริมการออกกำลังกายของเจ้าหน้าที่และเป็นการลดการใช้พลังงานซึ่งจะช่วยในการลดโลกร้อนได้อีกทาง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ได้มีการเยี่ยมบ้านอย่างครอบคลุมสม่ำเสมอ บนพื้นฐานความพอเพียง และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สำนักงานสุขภาพชุมชน และศูนย์สุขภาพชุมชน ได้ออกเยี่ยมบ้านโดยใช้จักรยานเพื่อเป็นการลดโลกร้อน ตลอดจนเพื่อประหยัดค่าใช้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน ๓๑๒ แห่ง , ศูนย์สุขภาพชุมชน จำนวน ๒๘ แห่ง , สำนักงานสุขภาพชุมชน (สสช.) จำนวน ๕ แห่ง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๓๔๕ แห่ง ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ได้ให้การสนับสนุนจักรยานแก่พื้นที่เป้าหมายดังกล่าว แห่งละ ๒ คัน รวมทั้งสิ้นกว่า ๗๐๐ คัน ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวโครงการโดยการบูรณาการเข้ากับกิจกรรมงาน “ UBON CAR FREE DAY ” เพื่อเป็นการบูรณาการกิจกรรมของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างกระแสให้ประชาชนใส่ใจในสุขภาพ กระตุ้นให้มีการออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการสร้างสุขภาพตามแนววิถีพอเพียง.
รสสุคนธ์ มณฑา/ข่าว
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี

          เทศกาลกินเจ ปี ๒๕๕๔ นายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีและประธานคณะกรรมการอาหารจังหวัด  เชิญชวนชาวอุบลราชธานี บริโภคอาหารเจอย่างมีคุณค่า  นอกจากอิ่มบุญแล้วร่างกาย  จะได้รับสารอาหารครบถ้วน ทำให้ “สุขภาพดีทั้งใจและกาย”
          ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี แนะนำวิธีการบริโภคอาหารเจอย่างมีคุณค่า เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วน  ดังนี้

          ๑. บริโภคข้าวกล้อง โดยเฉพาะข้าวกล้องหอมมะลิ  หรือ  ข้าวกล้องงอกของอุบลราชธานี  ไม่เพียงแต่หอมอร่อยแล้ว  ยังมีคุณค่าทางโภชนาการมากมายทั้งวิตามิน  เกลือแร่  สารอาหารต่าง ๆ  และเป็นการส่งเสริมเกษตรกรในจังหวัดด้วย           
          ๒. บริโภคผักสด  ผลไม้สด  เนื่องจากอาหารเจส่วนใหญ่จะปรุงด้วยการผัด  ทอด  ต้ม  เคี่ยวนาน ๆ เช่น ต้มจับฉ่าย  ทำให้วิตามินเกลือแร่ในอาหารลดน้อยลง  ดังนั้น ให้รับประทานผักสด และผลไม้สดเสริมในทุกมื้ออาหาร
          ๓. ล้างพืช ผัก ผลไม้ด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปปรุงอาหารหรือนำไปบริโภคทุกครั้ง  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พริกสด โหระพา กะเพรา การล้างจะช่วยลดปริมาณยาฆ่าแมลงตกค้างลงได้มาก
          ๔. ปรุงรสชาติอาหารให้พอดี ไม่ปรุงรสจัดเกินไป กล่าวคือ เค็มพอดีด้วยเกลือเสริมไอโอดีน  ไม่ใส่น้ำตาลมาก   ใช้น้ำมันแต่น้อย  เครื่องปรุงรสต่าง ๆ ที่ใช้ ขอให้อ่านฉลากให้ดี ดูวันหมดอายุและเครื่องหมาย อย.  น้ำมันที่ใช้ทอดต้องเปลี่ยนบ่อย ๆ  อาหารเจที่ดีต่อสุขภาพต้องไม่หวาน ไม่มัน และไม่เค็ม   โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว  คือ เบาหวาน ความดัน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไต  ต้องระมัดระวังเรื่องนี้มาก ๆ
          ๕. อุ่นอาหารให้ร้อนก่อนบริโภคทุกครั้ง   และ
          ๖. รักษาความสะอาดทุกขั้นตอนผลิต  รวมทั้งวัตถุดิบที่ใช้ และภาชนะสัมผัสอาหาร   

          นายสุรพล  สายพันธ์ กล่าวย้ำว่า  เชิญชวนชาวอุบลฯ ปลูกและบริโภค ตำลึง  ฟักทอง  ซึ่งเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายชนิด  ทั้งต้ม  ผัด  แกง หรือแม้แต่ชุบแป้งทอด เมนูอาหารเจปีนี้ อย่าลืมใส่ตำลึงและฟักทองลงไปด้วย เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ         

คณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี
๒๗ กันยายน ๒๕๕๔

          จังหวัดอุบลราชธานี ทำพิธีมอบป้ายรับรองมาตรฐาน แก่ร้านอาหารและแผงลอยบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี  ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินร้านอาหารสะอาด รสชาติอร่อย (Clean Food Good Taste)  และโรงเรียนที่มีการดำเนินกิจกรรมอาหารปลอดภัยในโรงเรียนดีเด่น  ส่งท้ายการดำเนินกิจกรรมภายใต้แผนปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหารจังหวัดอุบลราชธานี  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔
          นายสุรพล สายพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  ประธานคณะกรรมการอาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า  วันนี้ (๒๑ กันยายน ๒๕๕๔) เป็นการประชุมเครือข่ายงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และคณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี ปีงบประมาณ ๒๕๕๔ ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเพื่อสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่งานคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนหน่วยงานภาคี ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) , โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และภาคีส่วนอื่น ๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานอย่างบูรณาการ
          นายสุรพล สายพันธ์ กล่าวต่อไปว่า “แผนปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร จ.อุบลราชธานี ประจำปี ๒๕๕๔” เป็นโครงการหนึ่งที่เป็นตัวอย่างของการดำเนินงานแบบบูรณาการ ดังนั้น การประชุมในวันนี้จึงผนวกเอาทุกกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ภาคีเครือข่ายงานคุ้มครองผู้บริโภคทุกภาคส่วนได้พบปะและเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานแบบเครือข่ายจังหวัดอุบลราชธานี นอกจากนี้ ยังถือเป็นกิจกรรมส่งท้ายการดำเนินงานตามแผนฯ ดังกล่าวอีกด้วย ซึ่งได้แก่

          ๑. มอบป้ายรับรอง “Clean Food Good Taste” แก่ร้านอาหารและแผงลอยบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ได้รับการพัฒนาจนผ่านเกณฑ์มาตรฐาน ภายใต้กิจกรรมพัฒนาร้านอาหารและแผงลอยบริเวณหน้ามหาวิทยาลัยอุบลราชธานี

          ๒. มอบเกียรติบัตรและโล่รางวัลแก่โรงเรียนที่มีการดำเนินงานอาหารปลอดภัย ซึ่งสนองนโยบาย “เพิ่มไอโอดีน   เพิ่มไอคิว” ในโรงเรียน ภายใต้กิจกรรมอาหารปลอดภัยในโรงเรียน

          ๓. เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยมีผู้แทนจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ จาก ๔ อำเภอ ซึ่งเป็นผู้แทนจากเขตพื้นที่สาธารณสุข ทั้ง ๔ เขต ได้แก่ รพ.สต.โพนเมือง (อำเภอเหล่าเสือโก้ก) , รพ.สต.เจียด (อำเภอเขมราฐ) , รพ.สต.เมืองศรีไคและรพ.สต.บัววัด (อำเภอวารินชำราบ) และ รพ.สต.นาส่วง (อำเภอเดชอุดม) นำเสนอผลงานที่เป็นแบบอย่างการดำเนินงานในรูปแบบเครือข่ายและประสบผลสำเร็จ

          ๔. ประชุมคณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อสรุปผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔

          นายสุรพล สายพันธ์ กล่าวในตอนท้ายว่า การดูแลความปลอดภัยด้านอาหาร ตลอดจนผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ ได้แก่ ยา เครื่องสำอาง วัตถุอันตราย เป็นเรื่องที่สำคัญและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งนี้  ผู้มีส่วนสำคัญมิใช่แค่เพียงเจ้าหน้าที่ หากแต่รวมถึงประชาชนซึ่งนอกจากเป็นผู้บริโภคแล้ว ยังต้องเป็นเครือข่ายในการดูแลความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์สุขภาพด้วย จึงจะเป็นเครือข่ายที่สมบูรณ์ ประสบผลสำเร็จ มีพลัง และมีความยั่งยืน โดยในส่วนของผลิตภัณฑ์อาหาร สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านทางเว็บไซต์ ศูนย์ข้อมูลข่าวสารอาหารปลอดภัยจังหวัดอุบลฯ ได้ที่ www.foodsafetyubon.org

คณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี / ๒๑ กันยายน ๒๕๕๔


ขอบคุณภาพจาก http://www.blogpun.com/archives/762

          จากการเฝ้าระวังโรคมือ เท้า ปาก ในประเทศไทย ซึ่งเป็นโรคที่พบอยู่ประปรายเป็นเวลานานแล้ว และเป็นโรคที่พบได้ในประเทศต่าง ๆ แต่ไม่มีอาการรุนแรง สำหรับผู้ป่วยที่เกิดจากเชื้อไวรัสเอ็นเทอโรไวรัส 71 (enterovirus 71) ซึ่งในประเทศไทยเคยพบจำนวนเล็กน้อยในหลายปีก่อน และมีอาการไม่รุนแรง ไม่พบว่ามีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิตแต่อย่างใด 

          นายแพทย์สุรพร  ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า  โรคมือ เท้า และปาก ( Hand-foot-mouth disease ) จัดได้ว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ และมักเกิดการระบาดในหมู่หรือกลุ่มของเด็กที่อยู่ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน หรือที่เรียกว่า daycare การติดต่อเกิดขึ้นได้ง่าย กรณีที่ไม่รักษาอนามัยที่สะอาด เช่น ไม่ล้างมือหลังจากเปลี่ยนผ้าอ้อมให้เด็กเล็ก เป็นต้น หรือติดต่อทางน้ำลายได้ โดยไวรัสสามารถติดต่อจากเด็กคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่งได้เช่นกัน จากสถิติการป่วยด้วยโรคดังกล่าว พบว่า อุบลราชธานี มีผู้ป่วยโรคมือ เท้า และปาก ( Hand-foot-mouth disease ) ทั้งสิ้น จำนวน 58 คน พบมากที่สุดที่อำเภอเขื่องใน จำนวน 18 ราย  อำเภอบุณฑริก จำนวน  8 ราย และอำเภอสิรินธร จำนวน 6 ราย ตามลำดับ ( ข้อมูลจากรายงานระบาดวิทยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 31สิงหาคม 2554 ) ทั้งนี้ภายหลังได้รับเชื้อไวรัสที่เป็นต้นเหตุ เป็นเวลา 4-6 วัน ผู้ป่วยเด็กจะมีไข้ มักเป็นไข้ต่ำๆ เช่น อุณหภูมิ 99-102 องศาฟาเรนไฮน์ (หรือ 37.2-38.9 องศาเซลเซียส) อาการอื่น ๆ ได้แก่ อ่อนแรงเมื่อยล้า  ไม่มีแรง ไม่อยากทานอาหารและเจ็บที่บริเวณปาก ซึ่งอาจมีผลต่อการป้อนอาหารให้เด็ก ภายหลังจากเด็กได้รับเชื้อไวรัสราว 1-2 วัน จะปรากฎตุ่มน้ำใสขึ้นภายในปาก ลิ้น กระพุ้งแก้ม ตุ่มน้ำใสเหล่านี้มีขนาดเล็ก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-7 มิลลิเมตร ในที่สุดจะเกิดตุ่มน้ำใสขึ้นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในบางรายเกิดขึ้นที่บริเวณก้นด้วย ตุ่มน้ำใสในปากดังกล่าวทำให้เกิดอาการหลายประการ เช่น เจ็บ และทำให้เด็กไม่ยอมกินอาหารหรือดื่มน้ำ เนื่องจากเจ็บ ในระยะนี้ใช้เวลานานประมาณเฉลี่ยหนึ่งสัปดาห์ ต่อมาเมื่อเกิดเป็นตุ่มน้ำใส เป็นระยะที่ติดต่อได้ง่ายที่สุด พบว่าเชื้อไวรัสอยู่ในตุ่มน้ำใสเป็นจำนวนมาก จึงแนะนำให้ระมัดระวังการสัมผัสตุ่มน้ำใส เนื่องจากเกิดการติดเชื้อได้ง่ายมาก

          นายแพทย์สุรพร กล่าวต่อไปว่า  แนวทางการป้องกันโรคมือ เท้า และปาก ที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือการหลีกเลี่ยงไม่สัมผัสกับผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่เกิดการระบาด สำหรับการป้องกันโรคนี้อีกสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือเรื่องของสุขอนามัยของประชาชน กล่าวคือให้ประชาชนมุ่งเน้นที่ความสะอาดของร่างกาย ล้างมือให้สะอาดภายหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งและก่อนรับประทานอาหาร  ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่าการล้างมือให้สะอาด และหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า ของเล่นเด็ก ล้วนเป็นประโยชน์ในการป้องกันโรคทั้งสิ้น  สำหรับในสถานที่ดูแลเด็ก อาทิเช่น สถานเลี้ยงเด็กอ่อน เด็กเล็ก ควรเน้นวิธีกำจัดอุจจาระให้ถูกต้อง ที่ต้องเน้นอีกเรื่องหนึ่งคือการล้างมือให้สะอาด เนื่องจากไวรัสพวกนี้แพร่กระจาย โดยการสัมผัสอุจจาระของผู้ป่วยเป็นสำคัญประการหนึ่งและประการสุดท้าย เมื่อเด็กมีตุ่มใสขึ้นที่ปาก มือ หรือ เท้า ขอให้นึกถึงโรคนี้ และต้องพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาและแยกเด็กป่วยไม่ให้คลุกคลี   กับเด็กอื่นประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อด้วยเช่นกันทั้งนี้ โรคมือ เท้า และปาก ในเด็กจะมีลักษณะเป็นตุ่มใสตามมือ เท้า ปาก มีไข้ การติดเชื้อร้อยละ 99 จะมาจากอุจจาระของเด็กเล็ก อายุต่ำกว่า 10 ขวบ จะติดเชื้อได้ทางเดียวคือทางอุจจาระ ข้อควรระวังคือ เรื่องของสุขวิทยาส่วนบุคคลคือ รับประทานอาหาร และน้ำที่สะอาด ไม่ลงเล่นน้ำ ในสระน้ำสาธารณะ หลีกเลี่ยงการเล่น ในสนามเด็กเล่นสาธารณะ และป้องกันไม่ให้มีการปนเปื้อนของอุจจาระเข้าปาก ฉะนั้นถ้าพ่อแม่ สงสัยว่าลูกจะเป็นโรคนี้ ให้สังเกตอาการดังกล่าว ถ้าสงสัยว่าจะมีโรค แทรกซ้อน เช่น เด็กมีอาการอ่อนเพลียมาก ซึม ปวดศีรษะ ปัสสาวะน้อย  ผิวหนังแห้ง เพลีย หมดแรง ให้รับพาไปพบแพทย์โดยด่วน  สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มงานควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี : 045-261864-700 ต่อ 3110,3111 ในวันและเวลาราชการ

29 สิงหาคม 2554
รสสุคนธ์ มณฑา/ข่าว
ปุศยาการย์ ธนะพงศ์ชัยภัทร/ดูแลระบบ

Photobucket
PhotobucketPhotobucket
PhotobucketPhotobucket
 
          สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาศักยภาพบุคลากรงานธุรกิจบริการสุขภาพ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในวันพุธที่ 17 สิงหาคม 2554 ณ ห้องบอลรูม A โรงแรมลายทอง หวังพัฒนางานตรวจและประเมินมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นไปในทางเดียวกัน
          ดร.นิพนธ์ มานะสถิตพงศ์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมธุรกิจบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ร่วมกับ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพบุคลากรงานธุรกิจบริการสุขภาพ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2554 เพื่อพัฒนางานตรวจและประเมินมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ให้มีคุณภาพมาตรฐานเป็นไปในทางเดียวกัน นับเป็นโอกาสดีที่จังหวัดอุบลราชธานีได้เป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมครั้งนี้ ซึ่งจะได้พัฒนาบุคลากรผู้ตรวจประเมินสถานประกอบการธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพระดับอำเภอ ทำให้สามารถพัฒนาความรู้และทักษะในการตรวจประเมินมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ของบุคลากรที่รับผิดชอบงานธุรกิจบริการสุขภาพ จะส่งผลต่อการส่งมอบบริการที่ดีของสถานประกอบธุรกิจบริการสุขภาพ ทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานตามกฎหมาย และมาตรฐานระดับสากล รวมทั้งเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้รับบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน
          ปัจจุบัน จังหวัดอุบลราชธานี มีสถานประกอบการธุรกิจบริการสุขภาพที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 13 แห่ง ได้แก่
1. ไทยสปาสวีทกรีน
2. กายใจศูนย์สปาและแผนไทย
3. บ้านอัปสรา สปา
4. เอสคลับ เฮลท์ แอนด์ สปา
5. ร้านเสริมสวยเพื่อสุขภาพคุณติ๋ว
6. หัตถเวชนวดแผนไทย
7. บ้านนวดไทย
8. อุบลเวชนวดแผนโบราณ
9. รัศมีนวดแผนไทย
10. ส่วนนวดแผนไทย
11. บ้านหมอช้างนวดแผนไทย
12. อุบลคาร์แคร์นวดแผนโบราณ   และ
13. บ้านสวนนวดไทย
          ดร.นิพนธ์ กล่าวต่อไปว่า ผู้บริโภคสามารถเลือกรับบริการจากสถานประกอบการธุรกิจบริการสุขภาพ (นวดเพื่อสุขภาพ , สปาเพื่อสุขภาพ และนวดเพื่อเสริมสวย) ที่ผ่านมาตรฐาน โดยสังเกตจากป้ายสัญลักษณ์มาตรฐานสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ.
 
กลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภคและเภสัชสาธารณสุข/ข่าว
ปุศยาการย์ ธนะพงศ์ชัยภัทร/ดูแลระบบ
17 สิงหาคม 2554
Photobucket
PhotobucketPhotobucket
PhotobucketPhotobucket
 
            คณะกรรมการอาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี  โดยคณะทำงานพัฒนาร้านอาหาร  จังหวัดอุบลราชธานี  เปิดตัว “ร้านอาหารอีสานต้นแบบ” แห่งแรกในจังหวัดอุบลราชธานี  คาด! เป็นแบบอย่างที่ดีของครัวอีสานและเป็นสถานที่ศึกษาดูงาน  หวังขยายผลทั่วทุกอำเภอเพื่อยกระดับร้านอาหารอีสานในจังหวัดให้ได้มาตรฐาน
            จากข้อมูลการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์จากการประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาด้านอาหารปลอดภัย จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า  ประเด็นหนึ่งที่ต้องดำเนินการแก้ไข  คือ  พฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชาชนในจังหวัด  ยังต้องปรับเปลี่ยนให้ถูกสุขลักษณะมากยิ่งขึ้น  เพื่อลดการปนเปื้อนของอาหารก่อนที่จะบริโภค  “ครัวอีสานต้นแบบ” จึงเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่จะสื่อถึงผู้บริโภคว่าสภาพการทำครัวอีสานที่ดี  เป็นอย่างไร  สามารถลดความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของอาหารได้อย่างไร  มีผลลดการเจ็บป่วยได้อย่างไร   ผ่านทาง “ร้านอาหารอีสานต้นแบบ” ซึ่งเป็นรูปธรรมชัดเจน  ที่สำคัญคือ  ผู้บริโภคสามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างเพื่อปรับปรุงครัวที่บ้าน  ตลอดจนพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวัน  ในส่วนของเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจประเมินสุขลักษณะของร้านอาหาร ก็สามารถนำไปใช้เป็นแบบอย่างในการตรวจประเมินและให้คำแนะนำแก่สถานประกอบการที่อยู่ในความดูแลรับผิดชอบได้  ตลอดจนสามารถเป็นที่ศึกษาดูงานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  และหน่วยงานที่สนใจได้  คณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี  จึงได้บรรจุกิจกรรม “พัฒนาร้านอาหารอีสานต้นแบบ จังหวัดอุบลราชธานี” ไว้ในแผนปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหาร จังหวัดอุบลราชธานี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔ โดยมีคณะทำงานพัฒนาร้านอาหารอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี  อันประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อาหารร่วมกันขับเคลื่อน  โดยได้มีการจัดทำเกณฑ์พัฒนาร้านอาหารอีสาน จังหวัดอุบลราชธานีขึ้น และขอความร่วมมือให้เทศบาลทุกแห่งได้นำเกณฑ์ดังกล่าว  ไปประเมินร้านอาหารอีสานในเขตรับผิดชอบ  ซึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี มีร้านอาหารอีสานที่ได้รับการประเมินผ่านเกณฑ์ทั้งสิ้น ๑๘ ร้าน (จาก ๘ เทศบาล)  และร้านสามชัยไก่ย่าง  เป็นร้านที่คณะทำงานฯได้คัดเลือกและปรับปรุงพัฒนาให้เป็น “ร้านอาหารอีสานต้นแบบ” แห่งแรกของจังหวัดอุบลราชธานี
            วันนี้ (๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔) คณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี  โดยคณะทำงานพัฒนาร้านอาหารอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี  ได้จัดพิธีมอบป้ายร้านอาหารอีสานต้นแบบและการประชุมเจ้าหน้าที่เทศบาลเพื่อศึกษาดูงานร้านอาหารอีสานต้นแบบ จังหวัดอุบลราชธานี ในวันพุธที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ตั้งแต่เวลา ๐๘.๓๐ น.–๑๒.๐๐ น. ณ ร้านสามชัยไก่ย่าง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี  โดยมีนายวิโรฒ  มีแก้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี  และรองประธานคณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี  ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิด  เจ้าหน้าที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมจากเทศบาลทุกแห่ง  คณะทำงานจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมและร่วมเป็นเกียรติในงาน  เพื่อให้เทศบาลทุกแห่งได้รับทราบกิจกรรม  และนำไปขยายผลในพื้นที่รับผิดชอบ  เพื่อพัฒนาร้านอาหารอีสานในจังหวัดอุบลราชธานีให้ได้มาตรฐาน  โดยมีร้านสามชัยไก่ย่างเป็น Model ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมและเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของจังหวัดได้  ตลอดจนประชาสัมพันธ์ “ร้านอาหารอีสานต้นแบบ” ให้เป็นที่รู้จัก  ซึ่งกิจกรรมทั้งหมดนี้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในกิจกรรมที่ ๓ พัฒนาร้านอาหารอีสาน จังหวัดอุบลราชธานี  ภายใต้แผนปฏิบัติการความปลอดภัยด้านอาหารจังหวัดอุบลราชธานี  ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๔  ทั้งนี้  สามารถสืบค้นข้อมูลร้านอาหารอีสานที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์ร้านอาหารอีสานจังหวัดอุบลราชธานี  ข้อมูลข่าวสารด้านอาหารปลอดภัย และกิจกรรมภายใต้โครงการอาหารปลอดภัย จังหวัดอุบลราชธานีเพิ่มเติมได้ที่  www.foodsafetyubon.org 
  
PhotobucketPhotobucket
   
คณะกรรมการอาหารจังหวัดอุบลราชธานี
๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๔