DSC_0464DSC_0478
DSC_0474DSC_0469

          ในปัจจุบันสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศนำมาซึ่งความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินแตกต่างกันตามความรุนแรงของอุทกภัยที่เกิดขึ้น จึงจำเป็นที่ต้องมีการเตรียมการรองรับทั้งระยะก่อนเกิดอุทกภัย ระยะเกิดอุทกภัย และระยะฟื้นฟู นอกจากนี้แม้อุทกภัยจะเกิดขึ้นจากสาเหตุหลายประการ   แต่ในบางกรณีก็สามารถทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าได้เป็นเวลานานพอที่จะหลีกเลี่ยงหรือควบคุมป้องกันอันตรายได้อย่างเป็นระบบและเหมาะสม เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

          นายแพทย์สุรพร  ลอยหา  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี  กล่าวว่า จังหวัดอุบลราชธานี    ได้แจ้งให้สถานบริการสาธารณสุขในทุกอำเภอเตรียมการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว ตามขั้นตอนดังนี้ คือ การประเมินสุขภาพแบบรวดเร็ว โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล  เพื่อให้ทราบว่าโรคที่ก่อให้เกิดปัญหาสาธารณสุขในพื้นที่ การกระจายของประชากร ความหนาแน่นของประชากรกลุ่มเสี่ยงและทรัพยากรที่มีในพื้นที่  ซึ่งในปัจจุบัน พบว่า สถานการณ์การระบาดของโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงเกิดอุทกภัยในจังหวัดอุบลราชธานี  อาทิ โรคตาแดง มีรายงานจำนวนผู้ป่วย 3,608 คน คิดเป็นอัตราป่วย 200.03 ต่อแสนประชากร โรคอาหารเป็นพิษ จำนวน 5,191 คน คิดเป็นอัตราป่วย 287.79 ต่อแสนประชากร  โรคเลปโตสไปโรซิส จำนวน 34 คน คิดเป็นอัตราป่วย 1.88 ต่อแสนประชากร โรคปอดบวม จำนวน 5,308 คน คิดเป็นอัตราป่วย 294.28 ต่อแสนประชากร โรคไข้หวัดใหญ่ จำนวน 802 คน คิดเป็นอัตราป่วย 44.46 ต่อแสนประชากรและไข้ไม่ทราบสาเหตุ จำนวน 6,842 คน คิดเป็นอัตราป่วย 379.32 ต่อแสนประชากร  ( ข้อมูลรายงานระบาดวิทยาจำแนกตามกลุ่มโรค สนง.สสจ.อบ. :  1 มกราคม – 21 กันยายน 2554 ) การป้องกันโรคติดต่อ ได้แก่ การควบคุมแมลงพาหะนำโรค การจัดให้มีหน่วยบริการสุขภาพอย่างเพียงพอ จัดให้มีหน่วยตรวจทางห้องปฏิบัติการพื้นฐาน การรณรงค์ให้วัคซีนบางโรค เพื่อให้มีความครอบคลุมของวัคซีนสูง ลดโอกาสเกิดการระบาดในพื้นที่  การจัดตั้งระบบเฝ้าระวังและเตือนภัย เมื่อมีรายงานโรคที่มีโอกาสเกิดการระบาดโดยทันที รวมทั้งการติดตามกำกับดูแนวโน้มของโรค การควบคุมการระบาด โดยการเตรียมการ เช่น เตรียมทีม วัสดุอุปกรณ์ การสนับสนุนทางห้องปฏิบัติการ มาตรฐานแนวทางการรักษามีการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าระวัง รวมทั้งยืนยันการเกิดโรคจากผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เมื่อเกิดโรคระบาด จัดทีมสอบสวนโรคเคลื่อนที่เร็วเพื่อสอบสวนและดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค

          นายแพทย์สุรพร กล่าวต่อไปว่า เพื่อเป็นการป้องกันภัยสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นทั้งในระยะก่อนเกิดอุทกภัย ระยะเกิดอุทกภัยและระยะฟื้นฟูสภาพ  จึงขอแนะนำให้ประชาชนได้รู้จักโรคและภัยที่อาจเกิดขึ้นในภาวะน้ำท่วมรวมทั้งวิธีป้องกัน ดังนี้

               1. โรคติดต่อทางเดินอาหาร ได้แก่ โรคอุจจาระร่วง บิด ทัยฟอยด์ อาหารเป็นพิษและตับอับเสบจากไวรัสเอ กลุ่มโรคเหล่านี้ติดต่อโดยการรับประทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อนเข้าไป  ซึ่งน้ำท่วมเป็นน้ำที่อาจมีเชื้อโรคปนอยู่ จึงควรระวังอย่าให้เข้าปากและไม่ควรนำมาล้าง ภาชนะ ถ้วยชาม หรือผักผลไม้ ควรดื่มน้ำต้ม น้ำฝน หรือน้ำที่ใส่คลอรีนแล้ว รับประทานอาหารสุก ใหม่ ๆ ไม่มีแมลงวันตอม ถ่ายอุจจาระในส้วมหรือในหลุมแล้วกลบ ไม่ถ่ายลงในน้ำ ขยะหรือของ เสียที่เปียกแฉะควรใส่ถุงพลาสติกผูกให้แน่น แล้วทิ้งในถังรองรับ ล้างมือให้สะอาดหลังการถ่ายอุจจาระและก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง หากมีอาการอุจจาระร่วงควรดื่มสารละลายน้ำตาลเกลือแร่ (โออาร์เอส ) จนอาการเป็นปกติ ถ้าอาการไม่ดีขึ้น มีไข้ หรือถ่ายเป็นมูกเลือด ควรปรึกษาแพทย์

               2. โรคผิวหนัง ที่สำคัญ คือ โรคน้ำกัดเท้าหรือเท้าเปื่อย ในระยะแรกผิวหนังอักเสบจากความเปียกชื้นและการ ระคายเคืองจากความสกปรก ต่อมาเมื่อผิวลอกเปื่อยนานๆ มักจะมีสาเหตุมาจากเชื้อรา เชื้อ นี้เจริญงอกงามได้ดีบริเวณซอกผิวหนังที่อับชื้น อาการจะเริ่มด้วยตุ่มใสบริเวณง่ามเท้า มีอาการคันมากจนแตกเป็นแผล ซึ่งจะทำให้มีอาการอักเสบจากการติดเชื้อแทรกซ้อน สำหรับการป้องกัน หลังจากย่ำน้ำแล้วควรล้างเท้าให้สะอาด เช็ดให้แห้งโดยเฉพาะตามง่ามเท้า อาจโรยด้วยแป้งฝุ่น ถ้าเป็นไปได้ควรสวมรองเท้ายางหุ้มข้อเมื่อจะย่ำน้ำ หากมีอาการเท้าเปื่อยควรทาด้วยขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

              3. ภัยจากสัตว์มีพิษกัดต่อย งู และสัตว์มีพิษต่าง ๆ เช่น แมลงป่อง ตะขาบ อาจหนีน้ำขึ้นมาบนบ้านโดยเฉพาะบริเวณที่มืด การป้องกัน หากย้ายสิ่งของหรือเดินในที่มืดหรือเวลากลางคืนต้องมีแสงสว่างพอและระวังเป็นพิเศษ ถ้าถูกสัตว์เหล่านี้กัดหรือต่อยควรรัดเหนือบริเวณแผลด้วยผ้าหรือสายยางให้แน่นแล้วรีบไปพบแพทย์ทันที คลายผ้าหรือสายยางที่รัดออกเป็นระยะๆ ทุก 10 นาที เพื่อให้เลือดไหลเวียนบ้าง

              4. ภัยจากอุบัติเหตุ ที่พบบ่อยคือ ถูกวัตถุหรือของมีคมตำหรือบาด ได้แก่ หนาม ตะปู เศษแก้วหรือกระเบื้อง ทำให้มีบาดแผลและอาจติดเชื้อแทรกซ้อนได้ และอุบัติเหตุจากการถูกไฟฟ้าดูด เมื่อร่างกายเปียกน้ำหรืออยู่ในที่ชื้นแฉะ กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านร่างกายได้ หากน้ำท่วมถึงสวิตซ์หรืออุปกรณ์ไฟฟ้า ทำให้ได้รับอันตรายถูกไฟฟ้าดูดถึงเสียชีวิตได้ การป้องกัน ขณะเดินในน้ำต้องระวังตัวอยู่เสมอ ถ้าเป็นไปได้ควรสวมรองเท้ายาง หุ้มข้อ หากมีบาดแผลควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดเพื่อสิ่งสกปรกหรือวัตถุแปลกปลอมภาย ในบาดแผลออกให้มากที่สุด แล้วใส่แผลด้วยยาฆ่าเชื้อ และทำการตัดกระแสไฟฟ้าที่แผงสวิตซ์รวมก่อน และดำเนินการย้ายสวิตซ์ ปลั๊ก และอุปกรณ์ไฟฟ้าให้พ้นจากระดับน้ำ ห้ามต่อสายไฟและจับต้องปลั๊กไฟฟ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าขณะที่อยู่ในน้ำ หรือขณะที่ตัวเปียก

              5. เลปโตสไปโรซิส (โรคฉี่หนู) เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของตับและไต ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ปวดกล้ามเนื้อน่องมาก ตาแดง ต่อมามีอาการตัวเหลือง และอาจบวมบริเวณหลังเท้าและหนังตา ติดต่อโดยเชื้อโรคที่ผ่านมากับปัสสาวะหนูที่อยู่ในน้ำแล้วไซเข้าสู่ผิวหนัง การป้องกัน เมื่อจะต้องย่ำน้ำควรสวมรองเท้ายางหุ้มข้อ กำจัดหนูที่เป็นพาหะนำโรค ถ้ามีอาการของโรคนี้ควรรีบไปพบแพทย์

              6. โรคติดต่อทางเดินหายใจ ได้แก่ ไข้หวัด ทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ ติดต่อโดยการหายใจเอาเชื้อที่อยู่ในละอองน้ำมูก น้ำลาย หรือเสมหะของผู้ป่วยเข้าไป หรือใช้สิ่งของภาชนะร่วมกับผู้ป่วย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนเพลีย ตรากตรำ และอยู่รวมกันอย่างแออัด จะมีโอกาสติดเชื้อและป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่าย ผู้ป่วยมักจะมีอาการไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อย อาจมีอาการไอร่วมด้วย การป้องกัน ควรรักษาร่างกายให้แข็งแรงและอบอุ่นอยู่เสมอ ไม่สวมเสื้อผ้าและรองเท้าที่เปียกชื้นนานเกินไป

            7. โรคตาแดง เกิดจากน้ำที่มีเชื้อโรคปะปนอยู่เข้าตา ทำให้เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการตาแดง ปวดแสบตา น้ำตาไหลมาก การป้องกัน เมื่อน้ำสกปรกเข้าตา ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด เนื่องจากเชื้อโรคจะอยู่ในน้ำตา ขี้ตา และน้ำมูกของผู้ป่วย จะต้องหลีกเลี่ยงการใช้ของใช้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อร่วมกับผู้ป่วย เช่นผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน ผู้ป่วยควรรีบปรึกษาแพทย์

            หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี โทรศัพท์ 045-262692-700 ในวัน/เวลาราชการ และหมายเลข 1669 ตลอด 24 ชั่วโมง

รสสุคนธ์  มณฑา ข่าว
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี

          สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ดำเนินกิจกรรมตามโครงการเยี่ยมบ้านด้วยจักยานพอเพียง เพื่อสนองนโยบายรัฐบาลในการประหยัดพลังงาน และมุ่งเน้นการสร้างสุขภาพของเจ้าหน้าที่ อาสาสมัครสาธารณสุข ในการเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตนด้านสุขภาพ
          นายแพทย์สุรพร ลอยหา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า จากสถานการณ์ แนวโน้มการเกิดปัญหาสุขภาพอนามัยของประชาชนในปัจจุบัน ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่สลับซับซ้อนมากขึ้น เช่น โรคเรื้อรัง (ยาเสพติด ความดัน โลหิตสูง) โรคอุบัติใหม่ (โรคซาร์ ไข้หวัดนก) โรคที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรม (เอดส์ อุบัติเหตุจราจร) โรคที่เกิดจากปัญหาสังคม (ยาเสพติด ความรุนแรงในครอบครัว) ปัญหาเหล่านี้มีแนวโน้มมากขึ้นและการแก้ปัญหาสุขภาพ โดยใช้มุมมองทางชีวการแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ชั้นสูงหรือผู้เชียวชาญเฉพาะทาง ไม่เพียงพอและไม่สามารถจัดการปัญหาสำเร็จ จำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรม บุคคล ครอบครัว ชุมชน ความเชื่อมโยงองค์กรที่อยู่ในชุมชน หน่วยงานระดับปฐมภูมิที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน มีความเข้าใจวิถีชีวิตและพฤติกรรมของประชาชนได้มากกว่า จึงมีโอกาสที่จะพัฒนาศักยภาพให้เกิดการดูแลประชาชนแบบองค์รวมครอบคลุมมิติต่าง ๆ ด้วยหัวใจและใส่ใจในการเป็นมนุษย์ ที่สามารถตอบสนองต่อปัญหาของปัจเจกชนและของชุมชนได้
          ดังนั้น จังหวัดอุบลราชธานี จึงได้ดำเนินงานตามนโยบายใกล้บ้านใกล้ใจ โดยการให้บุคลากรด้านสาธารณสุขปฏิบัติงานตามแนวนโยบาย “เจ้าหน้าที่เป็นหมอ อสม.เป็นพยาบาล บ้านเป็นเตียงผู้ป่วย” จะสำเร็จได้นั้นทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาร่วมมือกันในการดูแลผู้ป่วยในหมู่บ้านและชุมชน ซึ่งการเยี่ยมบ้านของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขก็เป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มป่วยเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง และอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่ไม่สามารถมาสถานบริการสาธารณสุขได้ ทั้งการเยี่ยมบ้านด้วยรถจักรยานสองล้อ จะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยให้ประหยัดงบประมาณ รวมทั้งส่งเสริมการออกกำลังกายของเจ้าหน้าที่และเป็นการลดการใช้พลังงานซึ่งจะช่วยในการลดโลกร้อนได้อีกทาง โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ได้มีการเยี่ยมบ้านอย่างครอบคลุมสม่ำเสมอ บนพื้นฐานความพอเพียง และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล สำนักงานสุขภาพชุมชน และศูนย์สุขภาพชุมชน ได้ออกเยี่ยมบ้านโดยใช้จักรยานเพื่อเป็นการลดโลกร้อน ตลอดจนเพื่อประหยัดค่าใช้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล จำนวน ๓๑๒ แห่ง , ศูนย์สุขภาพชุมชน จำนวน ๒๘ แห่ง , สำนักงานสุขภาพชุมชน (สสช.) จำนวน ๕ แห่ง รวมทั้งสิ้นจำนวน ๓๔๕ แห่ง ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุบลราชธานี ได้ให้การสนับสนุนจักรยานแก่พื้นที่เป้าหมายดังกล่าว แห่งละ ๒ คัน รวมทั้งสิ้นกว่า ๗๐๐ คัน ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวโครงการโดยการบูรณาการเข้ากับกิจกรรมงาน “ UBON CAR FREE DAY ” เพื่อเป็นการบูรณาการกิจกรรมของจังหวัดอุบลราชธานี และเป็นการรณรงค์ประชาสัมพันธ์สร้างกระแสให้ประชาชนใส่ใจในสุขภาพ กระตุ้นให้มีการออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการสร้างสุข